การเคลื่อนไหว

9R

Spring Drive

Spring Drive คือเทคโนโลยีนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ สามารถสร้างพลังงานได้เหมือนกับนาฬิการะบบกลไกที่หรูหราแบบอื่นทั้งหมด แต่พิเศษตรงที่ได้ผสมผสานคุณสมบัตินี้เข้ากับตัวปรับตั้งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งมอบระดับความเที่ยงตรงที่ไม่มีนาฬิการะบบกลไกเรือนไหนเทียบได้

กลไก

การผสมสานการประกอบนาฬิกาแบบกลไกเข้ากับแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้นาฬิกาที่ดีที่สุดของทั้งสองระบบ

องค์ประกอบหลักสองอย่างที่อยู่เบื้องหลังฟังก์ชันของนาฬิกาเรือนใดก็ตาม ได้แก่ แหล่งพลังงานและระบบการควบคุมเวลา

Spring Drive เป็นระบบการเคลื่อนไหวที่มีเอกลักษณ์ ผสมผสานแรงหมุนระดับสูงของนาฬิการะบบกลไกเข้ากับระบบการควบคุมวงจรเบ็ดเสร็จ (Integrated Circuit (IC)) ที่มีความเที่ยงตรงสูงของนาฬิการะบบอิเล็กทรอนิกส์

แหล่งพลังงาน

ระบบควบคุม

นาฬิการะบบกลไก

ลานสปริง

แรงหมุนระดับสูง (แรงเคลื่อนที่ที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิกา)

ลานสปริงที่ขึ้นลานแล้วจะส่งแรงไปหมุนเฟืองที่ความเร็วระดับหนึ่งจนคลายกำลังลง ในขณะที่การควบคุมความเร็วและกลไกฟันเฟืองประกอบไปด้วยจักรกรอก เดือย และล้อกระเดื่องที่ควบคุมความเที่ยงตรงโดยรวม แม้จะมีความแม่นยำ แต่นาฬิกาของ Grand Seiko รุ่นที่มีความแม่นยำที่สุดก็ไม่สามารถเทียบได้กับความแม่นยำของนาฬิการะบบควอตซ์ โดยมีอัตราความแม่นยำอยู่ที่ +8/-1 วินาทีต่อวัน

นาฬิการะบบควอตซ์

แบตเตอรี่

แรงหมุนช้ากว่า เมื่อเทียบกับนาฬิการะบบกลไก

แบตเตอรี่ส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์ ซึ่งมีการตรวจจับสัญญาณความถี่ที่เที่ยงตรงด้วยวงจรเบ็ดเสร็จ (Integrated Circuit (IC)) จากนั้น IC จะขับเคลื่อนเฟืองไปข้างหน้าทีละหนึ่งวินาทีพอดี การควบคุมความแม่นยำของ IC จึงได้มาตรฐานความแม่นยำระดับสูง ทำให้นาฬิการะบบควอตซ์ของ Grand Seiko มีอัตราความแม่นยำที่ ±10 วินาทีต่อปี

กลไก

ใช้พลังงานจากลานสปริง

Spring Drive ใช้พลังงานจากลานสปริงเช่นเดียวกับนาฬิการะบบกลไกอื่น ๆ ทั้งหมด วิธีการสร้างพลังงานแบบดั้งเดิมนี้ทำให้นาฬิกาทำงานได้อย่างอิสระโดยสิ้นเชิงและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานอื่น ๆ

การขึ้นลานให้ลานสปริงด้วยการหมุนเม็ดมะยมหรือการขยับข้อมือจะเป็นการกักเก็บพลังงาน ซึ่งหลังจากนั้นพลังงานจะถูกส่งไปยังฟันเฟือง และถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาในขณะที่สปริงคลายกำลังลงเมื่อเวลาผ่านไป

ด้วยการใช้ข้อได้เปรียบของแรงหมุนระดับสูงที่ได้จากลานสปริง Caliber จึงไม่ต้องการพลังงานอื่นในการทำให้เข็มนาฬิกาที่ยาวและกว้างเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น ซึ่งนี่คือเอกลักษณ์ของระบบ Spring Drive

กลไก

ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ

Spring Drive ใช้ประโยชน์จากกลไกการควบคุมความเร็วที่เหนือชั้นรวมกับ IC เบรกอิเล็กทรอนิกส์ และผลึกควอตซ์

หากไม่มีกลไกไว้ปรับความเร็วในขณะที่ลานสปริงกำลังกลับคืนสู่สภาพที่ยังไม่ได้ขึ้นลาน สปริงจะคลายกำลังลงอย่างรวดเร็ว และนาฬิกาจะหยุดทำงานแบบฉับพลัน เพื่อเป็นการตระหนักถึงเป้าหมายของการรักษาเวลาที่เที่ยงตรง จึงจำเป็นต้องมีกลไกไว้ควบคุมความเร็วในขณะที่สปริงคลายกำลังลง

ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ (Tri-Synchro Regulator) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อระบบ Spring Drive นั้นสามารถเติมเต็มหน้าที่นี้ได้

อย่างที่ชื่อของมันบอกอยู่แล้ว ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบใช้พลังงานสามประเภทในการควบคุมชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวและสร้างการประสานงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

  • 1. พลังงานกลไก: จากลานสปริง
  • 2. พลังงานไฟฟ้า: การสร้างสัญญาณอ้างอิงผ่านทาง IC/ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์
  • 3. พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า: เพื่อเป็นแรงเบรกให้กับโรเตอร์/สเตเตอร์

แรงของทั้งสามระบบนี้ทำงานรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อควบคุมวิธีที่สปริงคลายกำลังและทำให้การเคลื่อนไหวของเข็มวินาทีมีความเที่ยงตรง

ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ
1. พลังงานกลไก

การสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลานสปริงที่คลายกำลัง

pring Drive ใช้ระบบที่คล้ายคลึงกันกับระบบของไฟรถจักรยานที่ได้รับพลังงานจากแป้นเหยียบเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า โรเตอร์ที่เชื่อมอยู่กับปลายของล้อเฟืองจะทำงานร่วมกับสเตเตอร์ที่ขึ้นลานด้วยเส้นโลหะเพื่อสร้างพลังงาน ในนาฬิการะบบ Spring Drive โรเตอร์หรือล้อเลื่อนจะหมุนครบแปดรอบทุก ๆ วินาที ทำให้สร้างกระแสไฟฟ้าขนาดย่อมได้

ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ
2. พลังงานไฟฟ้า

การส่งสัญญาณที่เที่ยงตรงผ่านออสซิลเลเตอร์แบบผลึกควอตซ์

พลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้นด้วยล้อเลื่อนจะถูกใช้เพื่อให้ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์และ IC ทำงานได้
ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์ส่งสัญญาณความถี่ที่ 32,786 Hz พอดี จึงส่งสัญญาณอ้างอิงไปยัง IC ได้อย่างแม่นยำ

ตัวปรับตั้งแบบประสานทั้งสามระบบ
3. พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

การใช้เบรกเพื่อควบคุมความเร็ว

IC เปรียบเทียบสัญญาณอ้างอิงจากออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์กับความเร็วในการหมุนครบรอบของล้อเลื่อน แล้วจะใช้เบรกพลังงานแม่เหล็กเป็นช่วง ๆ หากตรวจพบว่าล้อเลื่อนทำงานเร็วเกินไป การควบคุมล้อเลื่อนนี้จะส่งสัญญาณไปยังล้อเฟืองเพื่อให้แน่ใจได้ว่าเข็มนาฬิกาจะเคลื่อนที่ได้อย่างเที่ยงตรง

หัตถศิลป์

หัตถศิลป์ขั้นสูงในการประกอบและการปรับแต่ง

Spring Drive ผสมผสานองค์ประกอบที่ดีที่สุดของนาฬิกาทั้งระบบกลไกและระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยกัน ในขณะที่เวอร์ชันนาฬิกาสามเข็มมีชิ้นส่วนมากกว่า 200 ชิ้น เวอร์ชันที่มีฟังก์ชันมากกว่า เช่น Spring Drive Chronograph มีชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น ซึ่งทุกชิ้นถูกประกอบขึ้นด้วยมือเปล่า

การใช้น้ำมันหล่อลื่นช่วยให้แน่ใจได้ถึงการทำงานร่วมกันที่ราบรื่นของชิ้นส่วนทุกชิ้น และมีตำแหน่งหล่อลื่นอย่างน้อย 80 แห่งในนาฬิกา Caliber แบบสามเข็ม และ 140 แห่งในนาฬิการะบบจับเวลา น้ำมันจะถูกหยอดด้วยมือ และจำเป็นต้องใช้เวลาและทักษะชั้นยอดเพื่อให้แน่ใจได้ว่าน้ำมันนั้นถูกหยอดได้อย่างแม่นยำตรงจุด

รูปแบบของดีไซน์มีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1/100 มิลลิเมตร การปรับแต่งและการขัดเกลาชิ้นส่วนขั้นสุดท้ายเป็นงานที่กระทำด้วยมือ เพราะไม่มีเครื่องจักรใดที่มีทักษะเทียบเท่ากับช่างฝีมือของเรา ซึ่งงานฝีมือที่เหนือชั้นของช่างประกอบนาฬิกาเหล่านี้เองที่ทำให้ระบบ Spring Drive มีความเที่ยงตรงที่สุด

ความเป็นมา

ในปี ค.ศ. 1977 Yoshikazu Akahane วิศวกรนาฬิกาวัยหนุ่มได้ตัดสินใจพยายามทำสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ นั่นคือการสร้างนาฬิกา ‘นิรันดร์กาล’ เป้าหมายของเขาคือการทำให้นาฬิกาแบบดั้งเดิมที่ใช้พลังงานจากลานสปริงที่มีความเที่ยงตรงที่ 1 วินาทีต่อวันได้ ซึ่งในขณะนั้นนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทสามารถทำได้แล้ว เวลาผ่านไป 28 ปี พร้อมกับชิ้นงานต้นแบบ 600 ชิ้น เขาจึงพบว่าความฝันของเขาและนาฬิกา Spring Drive ได้เป็นที่ประจักษ์แก่โลกใบนี้แล้ว ในปี ค.ศ. 2007 ด้วยจิตวิญญาณในการค้นหาความสมบูรณ์แบบอย่างไม่ย่อท้อของ Akahane ทำให้ Grand Seiko Spring Drive Chronograph ได้ถือกำเนิดขึ้น

การเคลื่อนไหวของระบบ 9R SPRING DRIVE

รุ่น 9R SPRING DRIVE