ความเป็นมา

เคารพจุดเริ่มต้นของเรา
และก้าวหน้าสู่อนาคต

ความมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศคือสิ่งที่ทำให้ Grand Seiko ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1960 ระหว่างการพัฒนาตั้งแต่นั้นมา แนวคิดที่ขับเคลื่อนนักออกแบบและวิศวกรของเราคือ Grand Seiko ซึ่งควรเป็นนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ ที่ได้มาตรฐานด้านความเที่ยงตรง ความทนทาน และความสง่างามระดับโลก

เรื่องราว

1

ระยะการพัฒนา

การเปิดตัว Grand Seiko ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1960

จากจุดเริ่มต้นนั้น แนวคิดเป็นสิ่งที่เรียบง่าย แต่การทำให้แนวคิดนั้นเกิดขึ้นจริงกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย แนวคิดคือการสร้างนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรง ทนทาน สวมใส่ได้ง่าย และงดงามได้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสร้างได้ ในขณะที่นาฬิการุ่น Crown และนาฬิการะบบกลไกรุ่นอื่น ๆ ของ Seiko ในยุค 1950 มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทีมงานที่รวมตัวกันเพื่อสร้าง Grand Seiko ตระหนักถึงเรื่องนั้นดี จึงทุ่มเททั้งเวลาและทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อให้ก้าวต่อไปได้ไกลยิ่งขึ้น

Grand Seiko รุ่นแรกเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญ Caliber 3180 รุ่นใหม่มีความแม่นยำอยู่ที่ +12 ถึง -3 วินาทีต่อวัน และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 45 ชั่วโมง ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับการจัดอันดับความเป็นเลิศจาก Bureaux Officiels de Contrôle de la Marche des Montres

Grand Seiko Self-Dater ค.ศ. 1964

Grand Seiko ในปี ค.ศ. 1960 ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ทีมนักออกแบบมีความมุ่งมั่นที่จะขยายขีดความสามารถให้สูงขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ เพียงแค่สี่ปีนับจากการสร้าง Grand Seiko รุ่นแรก Grand Seiko Self-Dater จึงถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก โดยรุ่นนี้เน้นย้ำไปที่การใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ มีฟังก์ชันปฏิทินและปรับปรุงการกันน้ำได้สูงสุดถึง 50 เมตร และถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานในออฟฟิศได้เช่นเดียวกับการใช้งานเพื่อความงามในยามเย็น

เพิ่มเติม

1960

ระบบกลไก

Grand Seiko รุ่นแรก

Grand Seiko ได้ถือกำเนิดขึ้น นาฬิการุ่นแรกของ Grand Seiko ถูกผลิตขึ้นที่ Suwa Seikosha (ปัจจุบันคือ Seiko Epson) ในจังหวัดนะงะโนะที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น

1964

ระบบกลไก

Grand Seiko Self-Dater

นาฬิการุ่นที่สองถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก พร้อมฟังก์ชันปฏิทินและการกันน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็น 50 เมตร

เรื่องราว

2

ยุค 1960 ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง

การก่อตั้งปรัชญาด้านการออกแบบของ Grand Seiko

44GS ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1967 มีระดับความแม่นยำสูงสุดในหมู่นาฬิกาความถี่ 5 จังหวะแบบขึ้นลานเองเรือนใด ๆ ในโลก ในเพียงระยะเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น Grand Seiko สามารถก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างยอดเยี่ยม ดีไซน์ของ 44GS ประกอบไปด้วยลักษณะหลายอย่างที่ถูกส่งผ่านมาจนถึงนาฬิกา Grand Seiko ในปัจจุบันนี้
44GS มีรูปลักษณ์ที่ Grand Seiko ยังคงใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นแนวคิดด้านการออกแบบที่ซับซ้อน พร้อมทั้งกฎเกณฑ์เรื่องสัดส่วน พื้นผิว มุม และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ แน่นอนว่ามีหลักการพื้นฐานสามข้อและองค์ประกอบที่ไม่น้อยไปกว่าเก้าอย่างที่ต้องทำให้บรรลุผลให้ได้ ไม่มีนาฬิกาเรือนอื่นใดที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะของ Grand Seiko ได้เช่นนี้ และรุ่นต่าง ๆ ของ Grand Seiko ในเวลาต่อมาก็มีความยอดเยี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ที่งดงามเช่นเดียวกับ 44GS เพราะทุกรุ่นสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ของ Grand Seiko
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบ GRAND SEIKO

การพัฒนาอย่างรวดเร็วของนาฬิการะบบกลไกของ Grand Seiko

ตลอดช่วงทศวรรษนั้น คอลเล็กชั่นของ Grand Seiko ได้เติบโตขึ้นและมี Caliber รุ่นใหม่ ๆ ถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1967 Grand Seiko ได้เปิดตัว 62GS ซึ่งเป็นนาฬิกา Grand Seiko ระบบอัตโนมัติรุ่นแรก ตามด้วย 61GS 10 จังหวะแบบอัตโนมัติกับ 45GS 10 จังหวะแบบกำหนดเองในปี ค.ศ. 1968

เมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ในแต่ละวัยและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เทคโนโลยีสร้างขึ้น ความแม่นยำของนาฬิกาจึงกลายเป็นความหลงใหลระดับโลก และการแข่งขันกันในด้านการทดลองมาตรเวลาจึงเป็นเรื่องที่เข้มข้น

หลังชนะรางวัลมาตรเวลาจากทุกเวทีการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทีมของ Grand Seiko จึงมองหาความท้าทายใหม่ ๆ ในต่างประเทศ และการทดลองสังเกตการณ์มาตรเวลาของสวิสได้ยอมรับเราอย่างสง่างามในปี ค.ศ. 1964 ในไม่กี่ปีหลังจากนั้น การจัดอันดับก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งใน ‘งานประกวด’ ที่นิวชาเทลและเจนีวา ในปี ค.ศ. 1968 ระบบการเคลื่อนไหวของเราได้รับรางวัลโดยรวมว่าเป็นนาฬิการะบบกลไกที่ดีที่สุดในการแข่งขันสังเกตการณ์ที่เจนีวา และผู้คนจากทั่วโลกจึงได้เห็นว่าระบบการเคลื่อนไหวของ Grand Seiko คือหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดในโลก

ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ต้องขอบคุณทักษะการประกอบนาฬิกาที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมโลหะผสมและชิ้นส่วนใหม่ ๆ และความหลงใหลในการสร้างนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ ทีมของ Seiko และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของ Grand Seiko ได้มีความเด็ดขาดและยั่งยืนในการยกระดับมาตรฐานสากลของการสร้างนาฬิการะบบกลไก ต้องขอบคุณ Spron โลหะผสมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยปรับปรุงแรงหมุนและความทนทานของลานสปริง และทำให้การเพิ่มอัตราการส่งสัญญาณความถี่ของจักรกรอกที่ 10 รอบต่อวินาทีสามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความแม่นยำให้กับนาฬิกาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายของนาฬิการอบความถี่สูงที่ใช้การได้ ซีรีส์ของนาฬิกาที่ผ่านการปรับแต่งมาเป็นพิเศษยังช่วยยกระดับและกำหนดมาตรฐานใหม่ ๆ ด้านความเที่ยงตรงระยะยาว โดยการลดความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งและอิทธิพลภายนอกอื่น ๆ

ระดับความแม่นยำเป็นที่น่าประทับใจมาก โดยมีค่าความต่างน้อยกว่า ±2 วินาทีต่อวัน หรือ ±1 นาทีต่อเดือน การบรรลุเป้าหมายด้านความแม่นยำในขณะที่มีขีดจำกัดอย่างมากในสมัยนั้นทำให้ทีมของ Grand Seiko กำหนดชื่อให้นาฬิการุ่นที่มีความเที่ยงตรงสูงที่สุดว่า “Grand Seiko Very Fine Adjusted” ซึ่งนาฬิการุ่น 61GS V.F.A. และรุ่น 45GS V.F.A ได้กลายเป็นนาฬิกาในตำนาน

เพิ่มเติม

1967

ระบบกลไก

44GS

Daini Seikosha (ปัจจุบันคือ Seiko Instruments) ผลิตนาฬิกา Grand Seiko เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกที่มีแนวคิดการออกแบบภายนอก ‘สไตล์ Grand Seiko’ ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

1967

ระบบกลไก

62GS

รุ่นขึ้นลานเองรุ่นแรกของ Grand Seiko เม็ดมะยมถูกย่อส่วนและติดตั้งไว้ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา เพื่อเน้นย้ำข้อเท็จจริงว่าไม่จำเป็นต้องมีการขึ้นลานเข็มนาฬิกา

1968

ระบบกลไก

61GS

รุ่นขึ้นลานเองรุ่นแรกของ Grand Seiko พร้อมการเคลื่อนไหวแบบ 10 รอบ

1968

ระบบกลไก

45GS

รุ่นการเคลื่อนไหวแบบ 10 รอบแบบกำหนดเอง มีระบบการเคลื่อนไหวที่บางกว่า รุ่นนี้มีระดับความเที่ยงตรงในสถานการณ์การใช้งานที่แตกต่างกันที่เสถียรมากกว่าเช่นเดียวกับรุ่น 61GS แบบอัตโนมัติ ปฏิทินแสดงวันที่ใช้กลไกการเปลี่ยนข้อมูลแบบทันที

1968

ระบบกลไก

19GS

นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีรุ่นแรกของ Grand Seiko ที่ใช้ระบบการเคลื่อนไหวแบบ 10 รอบที่มีความเที่ยงตรงสูง

1969

ระบบกลไก

61GS V.F.A.

รุ่นที่มีความเที่ยงตรงสูงมากนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความแม่นยำของนาฬิการะบบกลไกได้เป็นอย่างดี โดยมีอัตราความเที่ยงตรงอยู่ที่ ±1 นาทีต่อเดือน

1969

ระบบกลไก

45GS V.F.A.

รุ่นที่มีความเที่ยงตรงสูงมากนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความแม่นยำของนาฬิการะบบกลไกได้เป็นอย่างดี โดยมีอัตราความเที่ยงตรงอยู่ที่ ±1 นาทีต่อเดือน

1970

ระบบกลไก

56GS

หลังจากการปรับปรุงเรื่องความแม่นยำแล้ว การลดขนาดลงถือเป็นความท้าทายถัดไปของ Grand Seiko Caliber รุ่นนี้มีการขึ้นลานแบบอัตโนมัติ และแม้ว่าจะมีความสูงอยู่ที่ 4.5 มม. แต่ยังคงความเที่ยงตรงสูงไว้เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า ความบางไม่ใช่เป็นแค่ความท้าทายของวิศวกรเท่านั้น “การสวมใส่ได้ง่าย” คือส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ และนาฬิการุ่นนี้ที่มีความบางกว่าจึงสามารถประดับอยู่บนข้อมือได้อย่างง่ายดาย

1970

ระบบกลไก

61GS Special

Grand Seiko Special มีเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานความเที่ยงตรงให้สูงขึ้น ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรฐานความเที่ยงตรงของเวลาของ GS

1972

ระบบกลไก

19GS V.F.A.

นาฬิการุ่นนี้มีเป้าหมายในการมอบความเที่ยงตรงที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในนาฬิการะบบกลไกของสุภาพสตรี โดยมีอัตราความแม่นยำอยู่ที่ ±2 นาทีต่อเดือน

เรื่องราว

3

การพัฒนานาฬิการะบบควอตซ์ของ Grand Seiko

นาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko

ในปี ค.ศ. 1988 95GS นาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่านาฬิการะบบควอตซ์ทั่วไปทั้งหมด โดยมีความแม่นยำอยู่ที่ ±10 วินาทีต่อปี ความลับตลอดกาลของ Grand Seiko คือความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนทุกชิ้นภายในโรงงานของเราเอง การใช้ผลึกควอตซ์ที่เติบโตตามธรรมชาติภายในโรงงานทำให้ทีมของ Grand Seiko สามารถเลือกเฉพาะออสซิลเลเตอร์ที่แสดงประสิทธิภาพในการป้องกันอุณหภูมิ ป้องกันความชื้น และป้องกันแรงกระแทกที่เหนือกว่าเท่านั้น เพื่อให้สามารถผลิตระบบการเคลื่อนไหวที่มีความแม่นยำสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เพิ่มเติม

1988

ระบบควอตซ์

95GS

นาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko มอบความแม่นยำที่ 10 วินาทีต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเคลื่อนไหวของระบบควอตซ์อื่น ๆ หลายเท่า

1989

ระบบควอตซ์

8NGS

นาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko พร้อมการกันน้ำที่ระดับ 10 บาร์

1992

ระบบควอตซ์

3FGS

นาฬิการะบบควอตซ์สำหรับสุภาพสตรีรุ่นแรกของ Grand Seiko ก็มีความแม่นยำที่ 10 วินาทีต่อปีเช่นกัน

เรื่องราว

4

การแสวงหานาฬิการะบบควอตซ์ในอุดมคติ

Grand Seiko สร้างนาฬิการะบบควอตซ์ที่เหนือชั้น

แม้ว่านาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko มีความพิเศษอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถระงับความกระตือรือร้นของทีม Grand Seiko ในการพัฒนาต่อไปและสร้างนาฬิการะบบควอตซ์ ‘ในอุดมคติ’ ได้ ในปี ค.ศ. 1993 เพียง 5 ปีหลังจากการเปิดตัวนาฬิการะบบควอตซ์รุ่นแรกของ Grand Seiko เราก็ได้รู้จักกับนาฬิการุ่น Caliber 9F83 นาฬิการะบบควอตซ์นี้ประกอบไปด้วยนวัตกรรมหลักสี่อย่าง ได้แก่ กลไกปรับการกระตุกโดยอัตโนมัติ ระบบการควบคุมแบบสองจังหวะ กลไกการเปลี่ยนวันที่แบบทันที และฝาหลังตัวเรือนแบบปิดทึบ ซึ่งเป็นการรวบรวมเอาสิ่งที่ Grand Seiko พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นคุณภาพที่สำคัญของนาฬิกาข้อมือไว้ด้วยกัน นั่นคือความแม่นยำ ความงดงาม ความสามารถในการอ่านเวลา ความทนทาน และการใช้งานง่าย Grand Seiko ไม่ลดละความพยายามในรายละเอียดต่าง ๆ จึงสามารถทำให้แบรนด์ของเราอยู่ในจุดสูงสุดของการประกอบนาฬิการะบบควอตซ์ได้
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของระบบ 9F QUARTZ

การพัฒนายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1997 Seiko ได้เปิดตัวซีรีส์ 9F6 ที่มีดีไซน์ตัวเรือนที่เหนือกว่า และทำให้นาฬิการะบบควอตซ์ของ Grand Seiko เป็นนาฬิกาที่สวมใส่ได้ง่ายยิ่งขึ้น

การสร้างสรรค์นาฬิการะบบควอตซ์ซีรีส์ใหม่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งสามารถป้องกันพลังแม่เหล็กได้อย่างน่าทึ่งที่ 40,000 แอมแปร์/เมตร ซีรีส์นี้ใช้ประโยชน์จากดีไซน์ภายนอกที่ผ่านการพัฒนาขั้นสูง รวมทั้งเทคนิคการประกอบตัวเรือนที่ทำให้ความเที่ยงตรงที่ระดับ ±10 วินาทีต่อปีนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ

1993

ระบบควอตซ์

ซีรีส์ 9F8

‘ระบบควอตซ์ที่เป็นมากกว่าระบบควอตซ์’ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดอีกครั้งเมื่อนาฬิการะบบควอตซ์รุ่นนี้ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับความเที่ยงตรงและความทนทานด้วยนวัตกรรมทั้งสี่อย่าง ได้แก่ กลไกปรับการกระตุกโดยอัตโนมัติที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับนาฬิการะบบควอตซ์แบบดั้งเดิมมาก่อน กลไกระบบควอตซ์แบบสองจังหวะ กลไกการเปลี่ยนวันที่แบบทันที และฝาหลังตัวเรือนแบบปิดทึบ

1997

ระบบควอตซ์

ซีรีส์ 9F6

ความพยายามอย่างพิถีพิถันของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญของ Seiko ส่งผลให้ได้พื้นผิวด้านข้างของตัวเรือนที่แวววาวราวกับกระจกและปราศจากการบิดเบือน

เรื่องราว

5

นาฬิการะบบกลไกยุคใหม่

การกำหนดมาตรฐานใหม่

ในช่วงกลางยุค 1990 เป็นเวลาที่เหมาะสมแก่นาฬิการะบบกลไกยุคใหม่ของ Grand Seiko เทคโนโลยีของการประกอบนาฬิกาของบริษัทเราได้ก้าวหน้าไปมาก รสนิยมมีการเปลี่ยนแปลง และเวลาได้ล่วงผ่านไป

ในตอนแรก เราคิดว่าการพัฒนาอย่างง่ายให้กับการเคลื่อนไหวระบบกลไกที่มีอยู่คงเพียงพอแล้ว แต่เป้าหมายของนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ ได้ผลักดันให้ทีมของ Grand Seiko ก้าวต่อไปข้างหน้า นักออกแบบระบบการเคลื่อนไหวได้นำแผนดั้งเดิมมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อให้ได้ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ในทุกแง่มุมของศาสตร์แห่งศิลป์ในการประกอบนาฬิกาแบบดั้งเดิม ภายในปี ค.ศ. 1996 การเคลื่อนไหวแบบ 9S จึงพร้อมเข้ารับการทดสอบ

การเคลื่อนไหวของระบบ 9S Mechanical

ในปี ค.ศ. 1990 Grand Seiko ได้ส่งระบบการเคลื่อนไหวของตนไปทดสอบความแม่นยำที่กระทำโดย Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres (COSC) ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบมาตรเวลาอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ สามในสี่ของชิ้นงานต้นแบบชุดแรกผ่านการทดสอบ และไม่นานหลังจากนั้นได้มีการส่งการผลิตระบบเคลื่อนไหวจำนวน 50 ชุดไปยัง COSC และทุกชุดผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของสถาบัน

นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งหนึ่ง แต่มันคือความสำเร็จที่ได้ตามมาตรฐานที่ทีมของ Grand Seiko ตั้งไว้หรือเปล่าล่ะ? ทีมจึงตัดสินใจที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของ GS เอง ซึ่งมีระดับที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปใด ๆ ที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อให้ได้มาตรฐานนี้ จำเป็นต้องมีการทดสอบมากยิ่งขึ้น ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่มากกว่า ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า และท่ามกลางอุณหภูมิที่หลากหลายกว่า มันคือมาตรฐานระดับสุดยอดที่นาฬิการะบบกลไกทุกเรือนของ Grand Seiko จนถึงปัจจุบันนี้ต้องผ่านให้ได้

ความเที่ยงตรงเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของนาฬิกา ‘ในอุดมคติ’ นาฬิกาในอุดมคติต้องสามารถสำรองพลังงานได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่นาฬิกาส่วนใหญ่สามารถสำรองพลังงานได้นาน 40 ชั่วโมง แต่ Grand Seiko ได้ตั้งมาตรฐานไว้ที่ 50 ชั่วโมง

เพื่อให้มีความเที่ยงตรงที่สูงขึ้นและสำรองพลังงานได้นานขึ้น จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมทั้งในด้านวัสดุ การออกแบบ เทคนิคการผลิต และการประกอบชิ้นส่วน มีทั้งการคิดค้นโลหะผสมแบบใหม่ เทคนิคต่าง ๆ ที่เคยใช้ในการผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำได้ถูกนำมาประยุกต์เข้ากับการประกอบนาฬิกา โรงงานใหม่ ๆ ถูกสร้างขึ้น และไม่มีการสงวนค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องขอบคุณการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ 9S เคยเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิการะบบกลไกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก Caliber 9S51 และ Caliber 9S55 ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1998 Caliber 9S67 ที่มีการสำรองพลังงานยาวนานถึง 72 ชั่วโมงถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2006 การเดินทางของระบบ 9S ของ Grand Seiko ยังคงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ

เพิ่มเติม

1998

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S5

นาฬิการะบบกลไกโฉมใหม่ของ Grand Seiko รุ่นแรกในรอบยี่สิบปี มันกำหนดมาตรฐานใหม่ของ Grand Seiko ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้สามารถตีความหมายคุณค่าแบบดั้งเดิมของ Grand Seiko ขึ้นใหม่ได้

2002

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S56

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Grand Seiko ที่นาฬิการุ่นนี้มีเข็มนาฬิกาเข็มที่สี่ ซึ่งเป็นเข็มบ่งบอก GMT

2003

ระบบควอตซ์

ซีรีส์เสริมการป้องกันคลื่นแม่เหล็ก

นาฬิกาป้องกันพลังแม่เหล็กขนาด 40,000 แอมแปร์/เมตร ซึ่งถือเป็นระดับของการป้องกันพลังแม่เหล็กที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ของการประกอบนาฬิกาทั้งหมด

เรื่องราว

6

การเปิดตัว Spring Drive

วิวัฒนาการแห่งความเงียบสงัด

ในปี ค.ศ. 1977 วิศวกรนาฬิกาวัยหนุ่มท่านหนึ่งได้ตัดสินใจที่จะทดสอบความเชื่อของตนองที่ว่าท้ายที่สุดแล้วนั้นผู้ผลิตนาฬิกาอาจสามารถทำให้ความฝันที่เกินเอื้อมของการสร้างนาฬิกา ‘ชั่วนิจนิรันดร์’ เป็นจริงได้ เขามีวิสัยทัศน์และความกล้าหาญที่คิดว่านาฬิกาแบบดั้งเดิมที่ใช้พลังงานจากลานสปริงจะสามารถมอบความแม่นยำที่ 1 วินาทีต่อวันได้เช่นเดียวกับที่นาฬิการะบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำได้แล้วในขณะนั้น Yoshikazu Akahane วิศวกรฝีมือยอดเยี่ยมคนนี้เป็นคนที่ไม่ย่อท้อและมีความมุ่งมั่น เขาใช้เวลากว่ายี่สิบปี ซึ่งเขาต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และสร้างชิ้นงานต้นแบบกว่า 600 ชิ้น แต่ในที่สุดเขาและทีมของเขาก็ทำสำเร็จ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นในทุกแง่มุมของงานศิลป์ของช่างประกอบนาฬิกา และพวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาทีละชิ้น ปีแล้วปีเล่า และแล้ว Spring Drive ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1999

ดาวเคราะห์ทั้งหลายสั่นสะเทือนหรือส่งเสียง ‘ติ๊ก’ ดัง ๆ ในขณะที่โคจรข้ามสรวงสวรรค์หรือเปล่า? แน่นอนว่าไม่ใช่ เวลาคือสิ่งที่ต่อเนื่องและเงียบสงัด ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะพื้นฐานเหล่านี้ของเวลาได้ทำให้ Seiko Spring Drive เติมเต็มพันธสัญญาในฐานะนาฬิการุ่นเดียวในโลกที่สามารถบอกเวลาได้ราวกับที่ธรรมชาติบอกเวลาเรา

Spring Drive Caliber 9R65 เรือนแรกของ Grand Seiko

ในปี ค.ศ. 2004 Spring Drive รุ่นแรกของ Grand Seiko ที่ใช้ Caliber 9R65 ได้ถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก การผสมผสานระหว่างลานสปริงแบบดั้งเดิมกับตัวปรับตั้งอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ Spring Drive เป็นนาฬิกาที่ดีที่สุดในสองโลก นั่นคือนาฬิกาที่ใช้พลังงานจากการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ แต่มีระดับความแม่นยำสูงกว่าเรือนอื่นใดที่ใช้เทคโนโลยีระบบกลไกหลายเท่าตัว

เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูงของ Grand Seiko นั้น Spring Drive จำเป็นต้องมีความเที่ยงตรงที่สูงกว่า และการสำรองพลังงานที่ยาวนานขึ้นคือเป้าหมายในการพัฒนาของทีมงาน พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ที่ 72 ชั่วโมง เพื่อให้นาฬิกายังคงมีความเที่ยงตรงแม้หลังจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้สวมใส่นาฬิกาข้อมือ ความท้าทายคือการพัฒนาระบบการขึ้นลานอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หลังจากนั้นก็สามารถกล่าวได้ว่า Grand Seiko เป็นผู้ผลิตนาฬิกาชั้นยอดที่ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

ความฝันเป็นจริงได้ด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เข้มข้นมาตลอด 28 ปี โดยจำเป็นต้องมีการพัฒนาทั้งการประกอบนาฬิการะบบกลไกและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะ Grand Seiko เคยเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายที่สามารถผลิต ประกอบชิ้นส่วน และปรับแต่งชิ้นส่วนของการเคลื่อนไหวทั้งระบบกลไกและระบบควอตซ์ได้ ช่างเป็นการบูรณาการที่ล้ำลึกและแท้จริงระหว่างเทคโนโลยีและหัตถศิลป์เสียจริง
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9R65

เพิ่มเติม

2004

SPRING DRIVE

ซีรีส์ 9R6

นาฬิการะบบ Spring Drive อันเป็นเอกลักษณ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Grand Seiko โดยมีอัตราความแม่นยำอยู่ที่ +/-1 วินาทีต่อวัน

เรื่องราว

7

นาฬิการะบบกลไกที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 3 วัน

Caliber 9S67—นาฬิการะบบกลไกที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง

ระดับของประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนคือเป้าหมายของ Grand Seiko อยู่เสมอ เป้าหมายต่อไปคือการที่ Grand Seiko สามารถพัฒนานาฬิกาที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ยังคงทำงานได้ในเช้าวันจันทร์ แม้จะถอดออกจากข้อมือในเย็นวันศุกร์ก็ตาม

Caliber 9S67 พร้อมเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักในปี ค.ศ. 2006 การเคลื่อนไหวระบบกลไกของ Caliber 9S67 ท้าทายขีดจำกัดของกลไกกระปุกลานเดี่ยวแบบดั้งเดิมด้วยการพัฒนานาฬิการะบบกลไกอัตโนมัติที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 3 วัน ในขณะที่มีอัตราการส่งสัญญาณความถี่ที่ 28,800 รอบต่อชั่วโมงเท่ากับ Caliber 9S55 แต่ Caliber 9S67 ใช้กระปุกลานที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับกระปุกลานที่ใช้ในกลุ่ม 9S5 ที่มีอยู่ และผสมผสานลานสปริงที่มีความกว้างกว่าและยาวกว่าถึง 10 เซนติเมตร จึงสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง

2006

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S67

นาฬิการะบบกลไก มอบการสำรองพลังงานนานถึง 72 ชั่วโมง

เรื่องราว

8

นาฬิการะบบ Spring Drive รุ่นใหม่ พร้อมฟังก์ชันการทำงานที่เพิ่มขึ้น

Spring Drive GMT

สำหรับนักเดินทางทั่วโลก ฟังก์ชัน GMT และความเที่ยงตรงของระบบ Spring Drive คือการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบ และสามารถรักษาความแม่นยำไว้ได้แม้มีการปรับเปลี่ยนโซนเวลาก็ตาม Spring Drive GMT ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2005
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9R66

ระบบจับเวลาที่หรูหราและมีความแม่นยำที่สุดในโลก

ต้องขอบคุณการเคลื่อนไหวของเข็มวินาทีของระบบจับเวลาที่ทำให้ Spring Drive Chronograph สามารถจับเวลาตั้งแต่เริ่มต้นถึงตำแหน่งปัจจุบันได้อย่างแม่นยำแม้เพียงเสี้ยววินาที ด้วยเฟืองควบคุมการจับเวลาและระบบคลัตช์แบบแนวตั้งเพื่อให้สามารถใช้งานดุมได้อย่างแม่นยำ Spring Drive Chronograph จึงสามารถจับเวลาได้สูงสุด 12 ชั่วโมง โดยมีความแม่นยำอยู่ที่ 1 วินาทีต่อวัน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9R86

2007

SPRING DRIVE

ซีรีส์ 9R8

Spring Drive Chronograph พร้อมคลัตช์แบบแนวตั้ง เฟืองควบคุมการจับเวลา และตัวบ่งชี้ GMT

เรื่องราว

9

การพัฒนาระบบ 9S ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

วิวัฒนาการของ Hi-Beat

นาฬิการะบบการเคลื่อนไหวแบบ 10 รอบจะส่งสัญญาณความถี่ที่ 10 รอบต่อวินาที ซึ่งอัตรานี้เร็วกว่าการเคลื่อนไหวระบบกลไกตามปกติอย่างมาก ในขณะที่อัตราการสั่นสะเทือนที่เร็วกว่าทำให้นาฬิกามีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกและทำให้มีความแม่นยำมากกว่า แต่จะบริโภคพลังงานจากลานสปริงมากกว่า และต้องการความยืดหยุ่นจากชิ้นส่วนอื่น ๆ มากขึ้น เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่ลานสปริงของ Grand Seiko ถูกผลิตขึ้นจากภายในโรงงานของเรา จากการใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มี ทำให้โลหะผสมแบบใหม่ถูกผลิตขึ้นเพื่อลานสปริงของระบบ 9S ซึ่งมีความแข็งแรงและความทนทานเพื่อให้สามารถสำรองพลังงานได้นาน 55 ชั่วโมงและสามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9S85

Mechanical Hi-Beat 36000 พร้อมฟังก์ชัน GMT

เพียงห้าปีหลังจากการสร้าง Caliber 9S85 นั้น Grand Seiko ได้รังสรรค์ Caliber 9S86 ขึ้นมา โดยเพิ่มฟังก์ชัน GMT (ฟังก์ชันการแสดงผลแบบ 24 ชั่วโมง) เข้าไป

การดึงเม็ดมะยมออกมาหนึ่งตอนจะทำให้สามารถปรับเข็มชั่วโมงได้โดยไม่ต้องหยุดเข็มวินาที เพื่อให้การรักษาเวลาที่มีความแม่นยำสูงของ Hi-Beat 36000 ไม่สูญหายไป
นาฬิการุ่นนี้มีความแม่นยำสูงตามอุดมคติของ Grand Seiko ในขณะเดียวกันก็รักษาความเที่ยงตรงที่โดดเด่นทั้งการแสดงเวลาแบบพื้นฐานและฟังก์ชัน GMT
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9S86

Caliber 9S65—ระดับใหม่แห่งความเป็นเลิศด้านกลไก

Caliber 9S55 ถูกอัปเกรดด้วยการเคลื่อนไหวแบบ 8 รอบและชิ้นส่วนที่มีความเที่ยงตรงมากขึ้นซึ่งถูกผลิตโดยใช้เทคโนโลยี MEMS ขั้นสูง (แบบที่ใช้ใน Caliber 9S85) เพื่อรังสรรค์ 9S65 ขึ้นมา
ชิ้นส่วนและวัสดุใหม่ ๆ ถูกนำมาผสมผสานเพื่อสร้าง Caliber 9S65 และเพื่อมอบการสำรองพลังงานที่ยาวนานยิ่งขึ้นถึง 72 ชั่วโมง

การเคลื่อนไหวที่เป็นผลลัพธ์มาจากการหลอมรวมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับหัตถศิลป์คือการเคลื่อนไหวที่ผ่านการทดลองและทดสอบในนาฬิกาส่วนใหญ่ของ Grand Seiko จวบจนทุกวันนี้
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CALIBER 9S65

เพิ่มเติม

2009

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S8

นาฬิกา Hi-Beat โฉมใหม่ของ Grand Seiko รุ่นแรกในรอบ 41 ปี
การใช้โลหะผสมแบบใหม่กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ Caliber 9S8 มีความเที่ยงตรงสูง และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 55 ชั่วโมง

2010

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S65

นาฬิการะบบอัตโนมัติแบบใหม่ที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง โดยใช้วัสดุที่ทันสมัยที่สุดสำหรับสปริงจักรกรอกและฟันเฟือง ช่วยปรับปรุงความเสถียรของความเที่ยงตรงระหว่างการใช้งานจริง

2014

ระบบกลไก

ซีรีส์ 9S86

Caliber 9S86 ผสมผสานความเที่ยงตรงของ Hi-Beat เข้ากับฟังก์ชัน GMT นาฬิกาเรือนนี้ชนะรางวัล “Petit Aiguille” จากรายการ Grand Prix d’Horlogerie de Genève ประจำปี ค.ศ. 2014

เรื่องราว

10

การท้าทายสิ่งที่ไม่รู้จัก

นาฬิกาเซรามิกสีดำรุ่นแรกของ Grand Seiko

ในปี ค.ศ. 2016 Seiko ได้สร้างตัวเรือนเซรามิกล้วนขึ้นเป็นครั้งแรก และเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ คอลเล็กชั่นนี้แสดงให้เห็นด้านใหม่ ๆ ของ Grand Seiko และบ่งบอกว่าคุณสมบัติเด่นด้านความเที่ยงตรง ความทนทาน ความสามารถในการอ่านเวลา และความงดงามของนาฬิกากีฬาของ Grand Seiko มีความสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับเครื่องบอกเวลาชนิดอื่น ๆ ทั้งหมด

8-Day Caliber 9R01

Spring Drive 8-Day Power Reserve ถูกเปิดตัวในปี ค.ศ. 2016 และสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องนานเป็นพิเศษถึงแปดวัน

นี่คือนาฬิการุ่นแรกของ Grand Seiko ที่ถูกสร้างขึ้นโดยช่างประกอบนาฬิกาชื่อดังของโลกใน Micro Artist Studio ที่เมืองชิโอจิริที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่รังสรรค์นาฬิกาหรูหราอันเลื่องชื่อที่สุดอีกหลายรุ่นของบริษัทเช่นกัน

โดยปกติแล้ว ระบบ Spring Drive จะใช้กระปุกลานเพียงกระปุกเดียว อย่างไรก็ตาม Caliber 9R01 ใช้ประโยชน์จากชุดกระปุกลานสามกระปุกที่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้นานมากขึ้นถึงแปดวัน ซึ่งนานกว่าปกติถึง 2.5 เท่าโดยประมาณ

ตัวเรือนของนาฬิกาทำมาจากแพลทินัม เทคนิคการขัดเงาแบบซารัตสึ (Zaratsu) ที่แสนพิเศษของ Grand Seiko ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวัสดุนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้พื้นผิวที่โดดเด่น ปราศจากการบิดเบือน และมีขอบที่คมชัดตามแบบของ Grand Seiko

Caliber 9R01 นำไปสู่บทใหม่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ Grand Seiko ในขณะที่ยังยึดมั่นต่อคุณค่าอันเป็นนิรันดร์อยู่เสมอนั้น Grand Seiko จะแสวงหาทิศทางการออกแบบใหม่ ๆ และเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการรังสรรค์นาฬิกา

เพิ่มเติม

2016

SPRING DRIVE

เซรามิกสีดำ Limited Edition

ใช้พลังงานจากระบบ Spring Drive นี่คือนาฬิการุ่นแรกของ Grand Seiko ที่ตัวเรือนเป็นเซรามิกล้วน

2016

SPRING DRIVE

Spring Drive 8-Day Power Reserve

นี่คือนาฬิการุ่นแรกสุดของ Grand Seiko ที่ถูกสร้างขึ้นที่ Micro Artist Studio การเคลื่อนไหวระบบ Spring Drive ของมันทำให้สามารถสำรองพลังงานได้สูงสุดแปดวัน (ประมาณ 192 ชั่วโมง)
ตัวเรือนของรุ่นนี้ทำมาจากแพลทินัม 950 และมีรูปทรงที่คมเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Grand Seiko
※บางรูปอาจแตกต่างไปจากสินค้าจริง ณ เวลาที่มีการออกแบบ